เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) คือ เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่นละออง และสารก่อภูมิแพ้ในอากาศในห้องต่างๆ ภายในบ้าน, สำนักงาน, โรงพยาบาล หรือหน่วยงานต่างๆ โดยทั่วไปจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการช่วยกรองละอองฝุ่น กลิ่น สารเคมี หรือสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ในอากาศ และผลิตอากาศบริสุทธิ์ เพื่อลดปริมาณเชื้อโรค เชื้อรา แบคทีเรีย รวมถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ และในบทความนี้เราคัดสรร 10 อันดับ เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี ที่คุ้มค่าต่อราคา ทั้งยังสามารถกรองละอองฝุ่น รวมถึงมลพิษต่างๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพื่อผลิตอากาศบริสุทธิ์ให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น | จัดอันดับโดย pro4289

10 อันดับ เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี

1

Smarthome รุ่น AP-180

2

PHILIPS Air Purifier รุ่น AC1215

3

Smartmi Air Purifier 2 รุ่น SM0007

4

Levoit Core 400S Air Purifier

5

CONOCO สำหรับรถยนต์ รุ่น C7 PRO

6

Xiaomi Mi Air Purifier 4 Lite

7

Bwell 2in1 รุ่น CF-8000

8

Worldtech Air Purifier รุ่น WT-P50

9

Worldtech Air Purifier รุ่น WT-P40

10

PHILIPS Air Purifier รุ่น AC0820/20

เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อดัง ยอดนิยม

เครื่องฟอกอากาศ ยอดนิยม ขายดี - มิ.ย. 66

วิธีการเลือกเครื่องฟอกอากาศ

การเลือกเครื่องฟอกอากาศขึ้นอยู่กับความต้องการและความเหมาะสมในการใช้งานและสภาพแวดล้อม และขนาดของพื้นที่ที่จะนำไปใช้งาน ดังนั้นคุณจึงควรพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. ขนาดห้องหรือพื้นที่ใช้งาน : คุณควรคำนึงถึงขนาดของพื้นที่ห้อง หากพื้นที่ห้องกว้างเกินไป ก็อาจไม่เหมาะกับรุ่นที่คุณกำลังจะเลือกซื้อมาใช้งานได้ ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการกรองอากาศ ดังนั้น แนะนำให้คุณเลือกที่เหมาะสมกับขนาดห้องของคุณเอง เพื่อจะได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามคุณสมบัติที่ได้กล่าวไว้ของเครื่องในแต่ละรุ่น

2. ประสิทธิภาพในการกรอง : เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในเรื่องประสิทธิภาพ ว่าสามารถกรองฝุ่น รวมทั้งมลพิษต่างๆ ได้เร็ว มีคุณภาพมากแค่ไหน และมีความสามารถในการกรองสูง เช่น สามารถกรองฝุ่นละอองที่มีอนุภาคขนาดเล็ก, ฝุ่น PM2.5, สารที่ก่อให้เกิดการแพ้, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, สารเคมี และกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ นั่นเอง

3. ประเภทของเครื่องฟอกอากาศ :

  • HEPA Filter ใช้เทคโนโลยี HEPA (High Efficiency Particulate Air) ที่สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กได้มากถึง 99.97% ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดไม่เกิน 0.3 ไมครอน มักใช้ในห้องพักหรือสำนักงาน
  • Carbon Filter ใช้ถ่านกัมมันต์เป็นส่วนประกอบหลัก ทำหน้าที่กำจัดสิ่งปนเปื้อนในอากาศ เช่น กลิ่น, สารเคมี และมลพิษอื่นๆ ในอากาศ
  • UV-C Sterilization ใช้แสง UV-C เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียในอากาศ มักใช้ในห้องโรงพยาบาลหรือห้องทำงาน
  • Lonic Air Purifiers ที่ใช้เทคโนโลยีการปล่อยไอออนเข้าสู่อากาศ เพื่อช่วยกำจัดสารปนเปื้อนและกลิ่นไม่พึงประสงค์ในอากาศ
  • Ozone Generators ใช้การสร้างโอโซนเข้าสู่อากาศ เพื่อกำจัดเชื้อโรคและแบคทีเรีย แต่การใช้งานจะต้องมีความระมัดระวัง เนื่องจากโอโซนเป็นสารที่มีความอันตรายสูง

คำถามที่พบบ่อย

ทำงานโดยดึงอากาศภายนอกผ่านตัวกรองที่มีความละเอียดสูง เช่น กรอง HEPA (High-Efficiency Particulate Air) หรือกรองคาร์บอนแอ็กทีฟ (Activated Carbon) เพื่อตรวจจับและกำจัดสารตกค้าง เช่น ฝุ่นละออง เชื้อโรค กลิ่น และสารพิษอื่นๆ จากอากาศที่ผ่านเข้ามา จากนั้นจะเปลี่ยนอากาศที่ถูกตรวจจับและกรองแล้วให้กลับออกมาเป็นอากาศที่บริสุทธิ์และสะอาดมากยิ่งขึ้น

มีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยลดการระเหยของสารตกค้างที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ฝุ่นละออง กลิ่น และสารพิษ ช่วยลดอาการภูมิแพ้และหวัด ช่วยบรรเทาอาการของคนที่มีโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคภูมิแพ้ หรือหอบหืด และช่วยเพิ่มความสะอาดและความสดชื่นในอากาศที่รอบๆ ตัวเรา

มีหลายขนาดและหลายรุ่น ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในห้องใหญ่และห้องเล็ก การเลือกขนาดของเครื่องฟอกอากาศควรพิจารณาจากขนาดของห้องและอัตราการกรองอากาศของเครื่อง หากต้องการใช้ในห้องใหญ่ ควรเลือกเครื่องที่มีความสามารถในการกรองอากาศสูงพอและเครื่องที่มีพื้นที่การควบคุมอากาศที่แตกต่างกัน

ต้องทำการเปลี่ยนตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้ใช้งาน ส่วนใหญ่แล้ว แนะนำให้ทำการเปลี่ยนตัวกรองทุก 6-12 เดือน หรือตามคำแนะนำของผู้ผลิต แต่อาจมีความแตกต่างกันไปตามรุ่นและประเภทของเครื่องฟอกอากาศ

สามารถใช้ได้ในสถานที่ปิดตัวได้ แต่ควรคำนึงถึงขนาดของห้องและอัตราการกรองอากาศของเครื่อง เพราะสารตกค้างที่ต้องการกรองอากาศมีอยู่มากน้อยเพียงใด หากสถานที่ปิดมีขนาดใหญ่ ควรเลือกเครื่องที่มีความสามารถในการกรองอากาศสูงและเครื่องที่สามารถควบคุมอากาศภายในห้องได้ให้เหมาะสม